มูลนิธิปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะ จัดเสวนา “กล้า เพาะ สุข” ชวนปลูกต้นไม้พร้อมปลูกบารมี สร้าง “สังคมรมณีย์” ทั้งทางกายและใจ
เนื่องในวันวิสาขบูชา มูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมประจำปีปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะ วิสาขบูชา ๒๕๖๙ ตอน “กล้า เพาะ สุข” เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ณ สวนโมกข์กรุงเทพ เพื่อชวนผู้คนหันกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านการปลูกต้นไม้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจและคุณธรรมภายใน โดยมุ่งสร้าง “สังคมรมณีย์” หรือสังคมแห่งความร่มเย็น ทั้งในเชิงกายภาพจากพื้นที่สีเขียว และในเชิงจิตใจจากความสงบเย็นของผู้คนในสังคม
ภายในงานเริ่มด้วยการเสวนา “อาสาทอล์ค” โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ทำงานจิตอาสา ที่ต่างค้นพบว่า “ต้นไม้” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นครูที่สะท้อนการเติบโตภายในของมนุษย์ ดำเนินการเสวนาโดยคุณณาตยา แวววีรคุปต์
คุณธวัชชัย โตสิตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะ และหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า ปีนี้ทางมูลนิธิตั้งใจเชื่อมโยง “ต้นไม้” เข้ากับ “บารมี ๑๐” ในทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้ที่รับต้นกล้าไปปลูกได้เรียนรู้คุณธรรมผ่านการดูแลต้นไม้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้ร่วมงานต่างได้เรียนรู้แนวคิดนี้ผ่านกิจกรรม “ฉันคือต้นไม้” ที่ให้ผู้ร่วมงานได้เลือกต้นไม้ที่สะท้อนลักษณะของคุณธรรมที่อยากจะพัฒนาในตัวเอง เพื่อนำกลับไปปลูกที่บ้าน
ด้านคุณเสาวภาคย์ โลหะพันธกิจ ตัวแทนกลุ่มจิตอาสาเพาะกล้าไม้ ได้เล่าถึงประสบการณ์การร่วมเพาะกล้าไม้กว่า 8,800 ต้น เพื่อนำมาแจกจ่ายในกิจกรรมต่างๆ อาทิ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ มองว่ากระบวนการเพาะกล้าช่วยฝึก “อุเบกขาบารมี” หรือการปล่อยวาง เพราะแม้ตั้งใจดูแลอย่างดีที่สุด แต่บางต้นก็อาจไม่เติบโตตามที่หวัง นอกจากนี้เธอยังพบว่าการทำงานปลูกต้นไม้ร่วมกับผู้คนหลากหลายยังกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม
ขณะที่คุณปัญจรัตน์ นิลพันธ์พิทักษ์ จากกลุ่มจิตอาสาอยู่เย็นเป็นประโยชน์ ได้สะท้อนประสบการณ์ของคนเมืองที่เริ่มต้นปลูกผักบนระเบียงเล็กๆ และโต๊ะทำงาน จนค้นพบความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ การเฝ้าดูวัฏจักรการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ ทำให้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางและเข้าใจธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด
ในเวทีเสวนาช่วงที่สองหัวข้อ “กล้า เพาะ สุข” ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างพระมหาเถระ นักวิชาการด้านป่าไม้ และผู้ทำงานสร้างสรรค์ เพื่อชวนสังคมมองความสัมพันธ์ระหว่าง“ต้นไม้” กับ“บารมี”อันเป็นรากฐานของความสุขที่ยั่งยืนทั้งต่อตนเองและส่วนรวม ดำเนินการเสวนาโดยคุณประสาน อิงคนันท์
การปลูกต้นไม้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังเป็นการ “เพาะบ่มจิตใจ” และสร้างคุณธรรมภายในตนเอง นี่คือสาระสำคัญจากเวทีเสวนา “กล้า เพาะ สุข”
ในเวทีเสวนาช่วงที่สองหัวข้อ “กล้า เพาะ สุข” ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างพระมหาเถระ นักวิชาการด้านป่าไม้ และผู้ทำงานสร้างสรรค์ เพื่อชวนสังคมมองความสัมพันธ์ระหว่าง“ต้นไม้” กับ“บารมี”อันเป็นรากฐานของความสุขที่ยั่งยืนทั้งต่อตนเองและส่วนรวม ดำเนินการเสวนาโดยคุณประสาน อิงคนันท์
การปลูกต้นไม้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังเป็นการ “เพาะบ่มจิตใจ” และสร้างคุณธรรมภายในตนเอง นี่คือสาระสำคัญจากเวทีเสวนา “กล้า เพาะ สุข”
พระพรหมพัชรญานมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) กล่าวถึง “บารมี 10 ทัศ” ว่าเป็นเสมือนเครื่องตรวจสอบความก้าวหน้าทางจิตใจ แม้จะไม่ได้ปรากฏโดยตรงในพระไตรปิฎก แต่เป็นองค์ความรู้ที่ครูบาอาจารย์ใช้ทบทวนวุฒิภาวะและคุณงามความดีของผู้ปฏิบัติธรรม พร้อมชี้ให้เห็นว่า การปลูกต้นไม้เปรียบได้กับการภาวนา เพราะต้องอาศัยความสม่ำเสมอ ความอดทน และการดูแลเอาใจใส่ในระยะยาว
นอกจากนี้ พระอาจารย์ยังสะท้อนมิติของ “การทำเพื่ออนาคต” ผ่านการปลูกต้นไม้ว่า “คนสามารถทำบางสิ่งบางอย่าง โดยที่ตัวเองจะไม่เห็นผลงาน แต่ลูกหลานจะเห็น คนในอนาคตที่ยังไม่เกิดจะเห็น อันนี้ก็เป็นคุณธรรมที่สำคัญ”
ด้าน พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้อธิบายความหมายของ “บารมี” ในมิติทางธรรมว่า แตกต่างจากความหมายทางโลกที่มักเชื่อมโยงกับอำนาจหรืออิทธิพลเหนือผู้อื่น เพราะบารมีในทางธรรมคือการค่อย ๆ ลดละอัตตาและเปิดพื้นที่ให้คุณธรรมเติบโตภายในใจ
“จิตไม่ใช่ของเรา ต้นไม้ก็ไม่ใช่ของเรา เราจะบังคับให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการก็ไม่ได้”
พระอาจารย์ไพศาลยังเปรียบการปลูกต้นไม้ การเลี้ยงลูก และการฝึกจิต ว่าเป็นหน้าที่แบบ “ชาวสวน” ที่ต้องดูแลเอาใจใส่ แต่ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ให้เป็นไปดั่งใจเหมือน “ช่างไม้” ที่สร้างโต๊ะตามแบบได้ทุกประการ เพราะทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยของตนเอง
พร้อมกันนี้ยังได้ฝากข้อคิดเรื่องการรับมือกับความล้มเหลวว่า มนุษย์ควรมี “แผนสำรองทางใจ” เมื่อต้องเผชิญอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า ความผิดหวัง หรือความสูญเสีย
“ท้อได้ แต่ว่าอย่าท้อนาน… ล้มแล้ว ก็จะนอนสักพักก็ได้ แต่ขอให้ลุก แม้จะต้องล้มอีกสักครั้งหรือ 2 ครั้ง… แล้วลุกแต่ละครั้งต้องหยิบอะไรติดไม้ติดมือมา”
ขณะที่ อาจารย์นพพร นนทภา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานด้านฟื้นฟูป่า โดยเน้นว่า การปลูกต้นไม้ให้สำเร็จต้องอาศัยทั้ง “ความรัก” และ “ความรู้” ควบคู่กัน โดยเฉพาะการเข้าใจระบบนิเวศและเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ หรือ “Right tree, right place” “ให้เรารักในต้นไม้ที่ควรจะรักในถิ่นนั้น”
อาจารย์นพพรยังเชื่อมโยงคุณลักษณะของต้นไม้เข้ากับบารมี ๑๐ เพื่อให้คนเมืองเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น เช่น ต้นมะม่วงที่ให้ผลแก่ผู้คน เปรียบกับ “ทานบารมี” หรือต้น Song of India ที่ลำต้นตั้งตรง เปรียบกับ “อธิษฐานบารมี”
ด้าน คุณณัฐรินภรณ์ พรหมมินทร์ หรือ คุณอิน บูโดกัน ได้เปรียบเทียบความเหมือนกันระหว่างการดูแลเด็ก (ลูกศิษย์) กับการปลูกต้นไม้
“เหมือนกันหนึ่งอย่างก็คือต้องใช้ความพยายามกับความอดทน แล้วก็อีกหนึ่งเรื่องนึงที่สำคัญมากๆ น่าจะเป็นความอ่อนโยนด้วยค่ะ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือต้นไม้ เราต้องเข้าใจเค้าจริงๆ แล้วก็ใส่ใจเค้ามากๆ”
เวที “กล้า เพาะ สุข” จึงไม่เพียงชวนผู้คนกลับมาปลูกต้นไม้ หากยังชวนกลับมาทบทวนการ “ปลูกใจ” ของตนเอง ผ่านการฝึกสติ ความอดทน การลดอัตตา และการสร้างคุณงามความดี เพื่อส่งต่อร่มเงาและความสุขให้แก่ผู้คนและโลกใบนี้ เป็นสังคมรมณีย์ที่เกื้อกูลกันในระยะยาวต่อไป
ภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนา พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) และพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้เมตตานำผู้ร่วมงานกว่า ๔๐๐ ท่านเดินภาวนาพร้อมกล้าไม้ท่ามกลางความร่มรื่นของสวนวชิรเบญจทัศ
กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ได้แก่ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ), Prakit Advertising, GrowGreen by Asset Wise, ชูใจ กะ กัลยาณมิตร และ multi+studio, มนุษย์ต่างวัย, The Active (Thai PBS), โรงเรียนปลูกป่า จ.ขอนแก่น, มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
